เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 

ข่าว:

โพสต์ขายของฟรี  ลงโฆษณาสินค้าฟรี  โฆษณาฟรี
ประกาศฟรี  เว็บฟรีไม่จำกัด  ทำ SEO ติด Google
































































แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 25
1
วิถีใหม่ในการคลอดลูกช่วงโควิด-19

ตามปกติคุณแม่ตั้งครรภ์คงมีความกังวลเกี่ยวกับการคลอดลูกอยู่ไม่น้อย แล้วยิ่งในช่วงนี้ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ความกังวลของคุณแม่ก็อาจเพิ่มสูงขึ้นอีกเท่าตัว ทั้งเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพต่อตัวคุณแม่เองและลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกในไม่ช้า เพราะหากเจ้าตัวน้อยมีปัญหาสุขภาพแต่กำเนิดก็อาจส่งผลร้ายในระยะยาวได้

แม้ว่าทางโรงพยาบาลจะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานต่าง ๆ ภายในห้องคลอดและแผนกสูติ-นรีเวช เพื่อป้องกันคุณแม่ ทารกและผู้ที่ปฏิบัติงานภายในแผนกดังกล่าวไม่ให้ติดเชื้อไวรัสแล้ว แต่ความกังวลก็อาจยังคงอยู่ บทความนี้จึงอยากชวนคุณแม่คุณพ่อมาศึกษาข้อมูลที่ช่วยให้เตรียมตัวก่อนการคลอดและหลังการคลอดในช่วงการระบาดของโควิด–19 เป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด

ในช่วงใกล้คลอด ร่างกายของคุณแม่จะแสดงอาการต่าง ๆ ออกมาให้เห็น โดยอาจรู้สึกถึงแรงดันในมดลูกเพิ่มขึ้น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง หรือพบตกขาวมีเลือดเจือปน หากคุณแม่เกิดความกังวลใจเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของทารกในครรภ์หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจที่เหมาะสม

สำหรับคุณแม่ที่ฝากครรภ์หรือมีกำหนดคลอดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์จะสอบถามประวัติความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคโควิด-19และประเมินว่าเป็นผู้สัมผัสที่อยู่ในความเสี่ยงระดับใด หากไม่มีอาการเข้าข่ายหรือน่าเป็นห่วง คุณแม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันและฝากครรภ์หรือเตรียมตัวคลอดได้ตามปกติ

ในกรณีที่คุณแม่อยู่ในเกณฑ์ของผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและไม่มีอาการของโรค แพทย์จะตรวจการติดเชื้อด้วยการป้ายสารคัดหลังในจมูกและลำคอเพื่อส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ ในระหว่างนี้ให้คุณแม่กลับบ้านและรอสังเกตอาการที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน หากมีอาการไอ เจ็บคอ หายใจขัดหรือมีน้ำมูก คุณแม่จะต้องกลับมาในโรงพยาบาลอีกครั้งโดยอยู่ในห้องแยกหรือห้องความดันลบ และแพทย์จะตรวจการติดเชื้ออีกครั้งด้วยวิธีเดียวกัน หากผลตรวจพบว่าเป็นผู้ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด–19 แพทย์จะเฝ้าระวังอาการของทั้งแม่และทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด


คุณแม่ติดโควิด-19 คลอดตามปกติได้ไหม ?

ทีมแพทย์จากหลากหลายสาขาเข้ามามีส่วนในการดูแลและเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลคุณแม่ติดเชื้อโควิด-19 เป็นกรณีพิเศษ โดยสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์จะเตรียมอุปกรณ์ชนิดพิเศษและสวมชุดป้องกัน PPE เตรียมยาเพื่อรับมือในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน คุณแม่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถคลอดทางช่องคลอดได้ตามปกติหรืออาจเป็นการผ่าคลอดตามความเหมาะสมของอาการ

แต่หากในระหว่างการรักษาโรคโควิด–19 คุณแม่มีอาการที่รุนแรงมากขึ้น อย่างการมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ แพทย์อาจจำเป็นจะต้องยุติการตั้งครรภ์หากอายุครรภ์น้อยกว่า 24 สัปดาห์หรือแนะนำให้ผ่าคลอดในผู้ป่วยที่มีอายุครรภ์มากกว่า 24 สัปดาห์ ทั้งนี้ แพทย์จะทำการคลอดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากรในโรงพยาบาลและข้อจำกัดด้านทรัพยากรเป็นหลัก


สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้หลังคลอดลูกช่วงโควิด-19

แพทย์จะตรวจร่างกายทั้งแม่และเด็ก ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงของเด็กหลังการคลอดโดยละเอียด คุณแม่สามารถอุ้มหรือสัมผัสทารกได้อย่างใกล้ชิดตามปกติ หากคุณแม่และทารกมีสุขภาพดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการคลอด แพทย์จะพิจารณาให้ออกจากโรงพยาบาลได้ แต่หากเด็กมีอาการผิดปกติ แพทย์จำเป็นต้องเพิ่มการดูแลเด็กเป็นพิเศษในห้องอภิบาลทารกแรกเกิด โดยอาจยืดเวลาให้อยู่ต่อในโรงพยาบาลอีกสักระยะ

ในกรณีที่คุณแม่ติดเชื้อโควิด-19 แพทย์จะให้คุณแม่อยู่ในห้องความดันลบและแยกเด็กออกมาเป็นการชั่วคราว โดยแพทย์จะเฝ้าระวังและประเมินความเครียดหรืออาการซึมเศร้าของคุณแม่จนกว่าผลตรวจจะเป็นลบ เนื่องจากคุณแม่ที่ติดเชื้ออาจรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลมากขึ้นเมื่อต้องแยกจากทารก ในส่วนบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยจะต้องใส่ชุดหรืออุปกรณ์ป้องกันจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ และอาจทำการประเมินผ่านทางวิดีโอแทน

สำหรับทารกแรกเกิด แพทย์จะตรวจหาการติดเชื้อในทารกแรกเกิดทุกรายด้วยการป้ายสารคัดหลั่งในจมูกเพื่อนำไปตรวจ และแยกการดูแลออกจากทารกคนอื่น ๆ รวมทั้งต้องมีการตรวจติดตามอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อในทารกเป็นระยะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก หากทารกอยู่ในห้องเดียวกับแม่จะต้องมีม่านกั้นและมีระยะห่างกันอย่างน้อย 6 ฟุต

นอกจากนี้ แพทย์จะให้คำแนะนำถึงทางเลือกในการให้นมแม่และการปั๊มนม โดยคุณแม่สามารถให้นมบุตรด้วยตนเองได้ แต่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือให้สะอาด ระมัดระวังการไอหรือจามระหว่างการให้นม และทำความสะอาดอุปกรณ์อย่างเคร่งครัดเมื่อปั๊มนม หรือสามารถให้ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงนำนมแม่ไปให้ทารกแทน โดยจะต้องล้างมือให้สะอาด

ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งต่อผ่านทางน้ำนม อีกทั้งไม่พบข้อมูลว่าทารกและเด็กเล็กเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการรุนแรงจากเชื้อไวรัสดังกล่าว รวมถึงภูมิคุ้มกันของผู้ที่ตั้งครรภ์ระยะแรกจะยังคงอยู่ในระดับปกติ ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม คุณแม่ไม่ควรที่จะละเลยการดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างไม่หักโหม ไม่อยู่ใกล้ผู้ที่ป่วย เว้นระยะห่างกับผู้อื่นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งตัวคุณแม่เองและลูกน้อย 

2
คอนโดใหม่ 2025 ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอก (Porsche Design Tower Bangkok)
เริ่มต้น 525 ลบ. - 1400 ลบ. 

ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอก (Porsche Design Tower Bangkok)
คอนโดระดับ Ultra Luxury แห่งแรกในโซนเอเชีย เป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่าง Porsche Design กับ Ananda Development รูปแบบห้อง Sky Villas แบบดูเพล็กซ์และแบบควอดเพล็กซ์ พร้อมตกแต่งอย่างหรูหราด้วยวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ มีเพียง 22 ยูนิต พร้อมลิฟต์ ระเบียง สระว่ายน้ำส่วนตัว พร้อมที่จอดรถซูเปอร์คาร์ส่วนตัว บนทำเลสุขุมวิท 38 ใกล้ รถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                 ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอก (Porsche Design Tower Bangkok)
 เจ้าของโครงการ           อนันดาดีเวลลอปเม้นท์
 ราคา                        เริ่มต้น 525 ลบ. - 1400 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ลักษณะทำเล                    คอนโดย่านธุรกิจกลางเมือง, คอนโดใกล้ขนส่งสาธารณะ
 ความสูงคอนโด                 High Rise (9 ชั้นขึ้นไป)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี               โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ขนาดห้องที่มี                 ตั้งแต่ 525.00 ถึง 1,135.00 ตร.ม.
 เนื้อที่ทั้งหมด                 2 ไร่ 49 ตร.ว.
 จำนวนตึก                     1 อาคาร
 จำนวนชั้น                    21 ชั้น และชั้นใต้ดิน 4 ชั้น
 จำนวนห้อง                   22 ยูนิต
 ที่จอดรถทั้งหมด             174 คัน หรือประมาณ 790%
 ค่าบำรุงส่วนกลาง          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค             สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, อื่นๆ (Spa, Social Lounge, Business Lounge)

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน              คลองเตย
 ที่ตั้ง             ซอยสุขุมวิท 38 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. 10110

 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:               ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม, สถานีหมอชิต - แบริ่ง(ทองหล่อ)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
Fifty Fifth
Major Cineplex เอกมัย
Rain Hill
Gateway เอกมัย
Emporium / Emquartier
J Avenue Thonglor
Donki Mall เอกมัย
K Village
Terminal 21
Wells International School (Thonglo Campus)
Ekamai International School
Bangkok PREP International School
St. Andrews (Srivikorn Campus)
มศว.ประสานมิตร
St. Andrews (Sukhumvit 107)
Anglo Singapore Campus
รพ.สุขุมวิท
รพ.กล้วยน้ำไท
รพ.สมิติเวช สุขุมวิท
รพ.คามิลเลียน

3
จัดฟันบางนา: พฤติกรรมใกล้ตัว ที่ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟัน

เชื่อว่าหลายๆคนคงอาจจะเคยมีอาการเสียวฟันกันมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งท่านที่เคยมีอาการเสียวฟันจะทราบได้ว่า อาการเสียวฟันนี้ทำให้การรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มมีความยากลำบาก ส่งผลให้การใช้ชีวิตยากขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งอาการเสียวฟันนี้ก็คือสัญญาณบอกเหตุเบื้องต้นเกี่ยวกับฟันหรือเหงือกของท่านว่ากำลังจะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ซึ่งในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับอาการเสียวฟันรวมถึงพฤติกรรมความเสี่ยงที่ใกล้ตัวมากๆ ที่อาจจะเป็นต้นเหตุหรือสาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้ท่านเสียวฟัน และเสียสุขภาพช่องปาก ผลสุดท้ายอาจจะทำให้ท่านต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติไปได้

สาเหตุที่ทำให้คุณมีอาการเสียวฟัน

ต้องขอบอกก่อนว่าหลายๆคนยังไม่เข้าใจมากนักว่าอาการเสียวฟันนั้นเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ถ้าให้พูดตามหลักความเป็นจริงแล้วง่ายๆเลยก็คือ อาการเสียวฟันมักเกิดจากการที่ฟันหรือเหงือกมีปัญหา ส่วนปัญหาที่เกิดนั้นก็มักจะมาจากกิจวัตรประจำวัน รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเราจะพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับต้นเหตุของการเสียวฟันเพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันดังต่อไปนี้

1.    การแปรงฟันบ่อยหรือรุนแรงเกินไป   ไม่ใช่สิ่งที่ดี ท่านผู้อ่านอาจจะเกิดข้อสงสัยว่า การแปรงฟันไม่ดีอย่างไร ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าการแปรงฟันนั้นเป็นสิ่งที่ดี และเป็นการป้องกันฟันและเหงือก ช่วยให้สุขภาพช่องปากแข็งแรงขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้ แต่การที่เราทำอะไรมากเกินไปหรือน้อยเกินไปนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีการแปรงฟันก็เช่นกัน การแปรงฟันที่ใช้ความรุนแรงและใช้เวลาในการแปรงฟันที่มากเกินไปรวมถึงแปรงฟันบ่อยเกินไปเพื่อจุดหมายคือความสะอาดก็จริง แต่นั่นคือหนึ่งในพฤติกรรมการทำร้ายฟันของท่าน เพราะ อาจจะทำให้เคลือบฟันถูกทำลาย รวมถึงเหงือกมีโอกาสร่นได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเสียงฟัน และฟันผุตามมานั่นเอง
 
2.    ฟันร้าวภายใน    ไม่ว่าจะจากการรับประทานอาหารที่มีความแข็ง หรือจากอุบัติเหตุ ซึ่งบางครั้งอาการฟันร้าวนี้อาจจะเกิดขึ้นใต้ผิวฟันทำให้การสังเกตเห็นนั้นเป็นไปได้ยาก และเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียและเชื้อโรคต่างๆมากมาย ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการเสียวฟันเมื่อรับประทานเครื่องดื่มที่เย็นจัด หรือร้อนจัด รวมถึงเมื่อทำการรับประทานอาหาร หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน อาจจะส่งผลให้เกิดฟันผุตามมาอีกด้วย

3.    โรคเหงือก หรือ โรคปริทันต์   เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการเสียวฟัน และเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าท่านอาจจะต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติไปอีกด้วยหากว่าไม่รีบทำการรักษา

4.    การฟอกสีฟัน โดยใช้ผงฟู หรือ Baking Soda   ซึ่งถือว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นที่นิยมมากในการใช้ฟอกฟันขาว และต้องขอบอกว่าฟันขาวจริง แต่เนื้อฟันก็จะถูกกัดกร่อนให้บางตามลงไปด้วย ซึ่งต้องขอบอกว่าอันตรายมากๆ

5.    การสูบบุหรี่ อย่างที่ได้ย้ำเตือนกันมาเกือบตลอดว่า การสูบบุหรี่ คือหนึ่งในอันดับต้นๆของการทำร้ายสุขภาพช่องปากและฟัน รวมถึงสุขภาพร่างกาย เนื่องจากว่าการสูบบุหรี่นั้น จะมีคราบเหนียวๆ ไปเกาะแน่นที่ฟันและเหงือก ซึ่งจะสามารถทำความสะอาดได้ยากมาก คราบเหนียวๆเหล่านั้นก็จะเกิดการสะสมทำลายเคลือบฟัน ส่งผลให้เกิดฟันผุ รวมถึงโรคเหงือกอักเสบได้ การสูบบุหรี่จึงเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพฟันและเหงือก ส่งผลให้เสียวฟันได้ง่าย

6.    การรับประทาน ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญอย่างมาก หากว่าเราไม่รู้จักวิธีรับประทานที่ถูกต้อง โดยอาหารจำพวกมีความแข็งมากเกินไป ทานอาหารรสเปรี้ยวจัดมากเกินไป ทานอาหารที่มีความร้อนจัดหรือเย็นจัดมากเกินไป รวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้ง และน้ำตาลที่มากเกินไป อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า อะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปไม่ใช่ผลดีเสมอ การรับประทานสิ่งเหล่านี้ตามที่กล่าวมาก็ถือว่าเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้เกิดสุขภาพฟันและเหงือกให้มีปัญหาได้ ส่งผลให้เกิดการเสียวฟันตามมา การรับประทานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญกับชีวิต และควรรับประทานให้ถูกต้องเพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรงทนนานนั่นเอง


4
การใช้ผ้ากันไฟให้ถูกวิธี

การใช้ผ้ากันไฟให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถป้องกันอันตรายจากไฟและสะเก็ดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีขั้นตอนและข้อควรระวังดังนี้:

1. การตรวจสอบสภาพผ้า
ก่อนใช้งานทุกครั้ง ควรตรวจสอบผ้ากันไฟว่ามีรอยฉีกขาด ชำรุด หรือเสื่อมสภาพหรือไม่
ผ้ากันไฟที่เสื่อมสภาพจะไม่สามารถป้องกันไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. การเลือกใช้ผ้าให้เหมาะสมกับงาน
ผ้ากันไฟมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ควรเลือกใช้ผ้ากันไฟให้เหมาะสมกับลักษณะงาน เช่น
ผ้ากันสะเก็ดไฟ: ใช้สำหรับงานเชื่อม งานเจียร หรือตัดโลหะ
ผ้าห่มดับไฟ: ใช้สำหรับดับไฟขนาดเล็ก เช่น ไฟไหม้กระทะ หรือไฟไหม้เสื้อผ้า
ม่านกันไฟ: ใช้สำหรับกั้นแบ่งพื้นที่เพื่อป้องกันการลามของไฟ
ฉนวนกันความร้อน: ใช้สำหรับหุ้มฉนวนท่อหรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน


3. วิธีการใช้งาน

ผ้ากันสะเก็ดไฟ:
วางผ้ากันไฟให้ครอบคลุมบริเวณที่ทำงาน เพื่อป้องกันสะเก็ดไฟกระเด็นออกไป
หากทำงานในพื้นที่แคบ อาจใช้ผ้ากันไฟขนาดเล็ก หรือพับผ้ากันไฟให้มีขนาดเหมาะสม
ควรระมัดระวังไม่ให้ผ้ากันไฟสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรงเป็นเวลานาน

ผ้าห่มดับไฟ:
ดึงผ้าห่มดับไฟออกจากซองบรรจุอย่างรวดเร็ว
คลุมผ้าห่มดับไฟลงบนเปลวไฟให้มิดชิด เพื่อตัดการเข้าถึงออกซิเจน
ปิดแหล่งกำเนิดไฟ (ถ้าทำได้อย่างปลอดภัย)
รอจนกว่าไฟจะดับสนิท และปล่อยให้ผ้าห่มดับไฟเย็นลง ก่อนที่จะนำออก

ม่านกันไฟ:
ติดตั้งม่านกันไฟให้ครอบคลุมช่องเปิดที่ต้องการกั้น
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าม่านกันไฟปิดสนิท ไม่มีช่องว่างให้ไฟลามผ่านได้

ฉนวนกันความร้อน:
หุ้มฉนวนกันความร้อนให้แน่นหนา เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าฉนวนกันความร้อนไม่ฉีกขาด หรือหลุดล่อน

4. ข้อควรระวังในการใช้งาน
ไม่ควรใช้งานผ้ากันไฟในบริเวณที่มีเปลวไฟขนาดใหญ่ หรือมีสารไวไฟ
ไม่ควรใช้งานผ้ากันไฟในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่าที่กำหนด
ควรระมัดระวังไม่ให้ผ้ากันไฟสัมผัสกับของมีคม หรือสารเคมี
หากใช้ผ้าห่มดับไฟ ควรคลุมให้มิดชิดเพื่อตัดอากาศ

5. การเก็บรักษา
ควรเก็บรักษาผ้ากันไฟในที่แห้งและเย็น เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา
ควรเก็บผ้ากันไฟให้พ้นจากแสงแดดโดยตรง และสารเคมี
ไม่ควรเก็บผ้ากันไฟไว้ใกล้วัตถุไวไฟ

6. การดูแลรักษา
ควรทำความสะอาดผ้ากันไฟเป็นประจำ เพื่อขจัดฝุ่นละอองและคราบสกปรก
ควรตรวจสอบผ้ากันไฟอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

7. มาตรฐานความปลอดภัย
ควรเลือกผ้ากันไฟที่มีมาตรฐานรับรอง เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย

8. ข้อควรจำ
ผ้ากันไฟไม่ได้ป้องกันไฟได้ทุกชนิด ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม
ผ้ากันไฟเป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันเบื้องต้น ควรมีอุปกรณ์ดับเพลิงอื่นๆ เตรียมพร้อมไว้ด้วย
หากเกิดเหตุไฟไหม้ขนาดใหญ่ ควรรีบอพยพออกจากพื้นที่ และแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทันที

5
หมอออนไลน์: ข้อเคล็ด/ข้อแพลง (Sprain) ข้อเท้าแพลง (Ankle sprain)

ข้อเคล็ดข้อแพลง คือ ภาวะผิดปกติที่เกิดจากการบาดเจ็บที่ข้อกระดูกเกิดความเสียหายต่อเอ็นกระดูก (ligament) ซึ่งเป็นมัดของเนื้อเยื่อเส้นใย (fibrous tissue) ที่ยึดเชื่อมระหว่างกระดูก 2 ชิ้น ตรงบริเวณข้อต่อต่าง ๆ

ภาวะนี้พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มักเกิดจากอุบัติเหตุขณะเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือทำกิจวัตรประจำวัน ทำให้ข้อเกิดการบิด หมุน หรือพลิกมากเกินจนเอ็นกระดูกเสียหาย

ข้อที่พบบาดเจ็บได้บ่อยมาก ได้แก่ ข้อเท้า (เรียกว่า "ข้อเท้าแพลง" หรือ "ข้อเท้าพลิก")

นอกจากนี้อาจพบการบาดเจ็บที่ข้อมือ ข้อเข่า  ข้อไหล่  ข้อนิ้วมือ

สาเหตุ

เกิดจากเอ็นกระดูก (ligament) ตรงบริเวณข้อกระดูกถูกยืดออกมากเกินปกติหรือฉีกขาด เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรืออุบัติเหตุ

ปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บจนทำให้ข้อแพลง ได้แก่ การทำกิจกรรมในสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยง (เช่น การเดินหรือวิ่งในที่มืด บนพื้นผิวที่ขรุขระ เปียกหรือลื่น หรือบนพื้นต่างระดับ การก้าวขึ้นลงบันได) กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงหรืออ่อนล้า ไม่ได้ทำการอบอุ่นร่างกายและยืดเส้นยืดสายก่อนออกกำลังกาย การสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม (เช่น รองเท้าที่ไม่พอดีกับเท้าหรือไม่เหมาะกับกิจกรรมที่ทำ) การขาดสติ ความมึนเมา ความประมาทเลินเล่อ

สำหรับข้อเท้าแพลง นอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังอาจเกิดจากการหกล้ม ก้าวพลาด ตกส้นสูง หรือเท้าพลิก ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน เท้าผิดรูป หรือเคยบาดเจ็บที่ข้อเท้ามาก่อน อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดข้อเท้าแพลงได้ง่ายขึ้น

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บที่ข้อหลังได้รับบาดเจ็บ โดยจะเจ็บเวลาเคลื่อนไหวข้อ หรือใช้นิ้วกดถูกบริเวณที่บาดเจ็บจะรู้สึกเจ็บ และในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการข้อหลวม

อาการจะรุนแรงมากน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรง ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1 รุนแรงเล็กน้อย เอ็นกระดูก (ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเส้นใยหรือ fibrous tissue) มีการยืดออกมากเกินปกติ เกิดความเสียหายเล็กน้อย ข้อที่บาดเจ็บมีอาการปวดเล็กน้อย กดถูกเจ็บเล็กน้อย อาจบวมเล็กน้อยหรือไม่บวมเลย ผู้ป่วยยังสามารถขยับข้อหรือใช้งานข้อได้เป็นปกติ

ระดับที่ 2 รุนแรงปานกลาง เอ็นกระดูกมีการฉีกขาดเพียงบางส่วน (ส่วนใหญ่มักฉีกออกไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเส้นใย) ข้อที่บาดเจ็บมีอาการปวดและบวมค่อนข้างมาก กดถูกเจ็บ ขยับข้อหรือใช้งานข้อได้ค่อนข้างลำบาก

ระดับที่ 3 รุนแรงมาก เอ็นกระดูกมีการฉีกขาดตลอดทั้งเส้น หรือหลุดออกจากกระดูกที่เคยยึดข้อไว้ ข้อที่บาดเจ็บมีอาการปวดและบวมมาก ไม่สามารถขยับข้อหรือใช้งานข้อได้

สำหรับข้อเท้าแพลง ถ้ารุนแรงเล็กน้อย จะมีอาการปวดเล็กน้อยเวลาเคลื่อนไหว หรือกดถูกเจ็บที่บริเวณข้อเท้าที่แพลง ไม่มีอาการบวมหรือบวมเพียงเล็กน้อย สามารถลงน้ำหนักเท้าได้ เดินได้ปกติ

ถ้ารุนแรงปานกลาง จะมีอาการบวมและฟกช้ำร่วมด้วย ลงน้ำหนักเท้าไม่ค่อยได้ เพราะจะรู้สึกปวดทำให้เดินลำบาก

ถ้ารุนแรงมาก จะมีอาการปวด บวม และฟกช้ำมาก ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือลงน้ำหนักเท้าได้ เพราะจะปวดมากทำให้เดินไม่ได้

ข้อเท้าแพลงส่วนใหญ่จะพบอาการผิดปกติ (ปวด บวม) เฉพาะที่ตาตุ่มด้านนอก (ด้านนิ้วก้อย) แต่ถ้าพบความผิดปกติ (ปวด บวม) ที่ตาตุ่มทั้งด้านนอกและด้านใน (ด้านนิ้วโป้ง) มักเป็นภาวะที่รุนแรง

ภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่เป็นรุนแรง จะไม่สามารถขยับข้อหรือใช้งานข้อได้ เคลื่อนไหวลำบาก หรือเดินลำบาก ต้องพักการใช้งานนานเป็นสัปดาห์ ๆ ถึงเป็นเดือน ๆ

ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา หรือได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก อาจทำให้ข้อมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบวมเรื้อรัง เอ็นกระดูกข้อต่อไม่แข็งแรงอย่างเรื้อรัง เสี่ยงต่อการเกิดข้อแพลงกำเริบซ้ำซาก และข้ออักเสบ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก

ตรวจพบข้อมีลักษณะบวม กดถูกเจ็บ อาจพบว่าข้อที่บวมมีลักษณะแดง คลำดูอาจรู้สึกว่าร้อนกว่าปกติ อาจพบรอยเขียวคล้ำหรือฟกช้ำเนื่องจากหลอดเลือดฝอยแตกมีเลือดออก

ในรายที่รุนแรงอาจตรวจพบว่าข้อหลวม

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ทำการรักษาและให้คำแนะนำผู้ป่วยในการปฏิบัติตัว เพื่อลดอาการปวดและบวม ได้แก่

    ประคบด้วยความเย็นทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ เพื่อลดอาการปวดและบวม โดยการใช้น้ำแข็งใส่ถุงพลาสติก หรือเจลประคบเย็น (ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ควรใช้ผ้าห่อป้องกันผิวหนังได้รับอันตรายจากความเย็น) หรือผ้าชุบน้ำเย็นประคบ หรือแช่ข้อที่บาดเจ็บ (เช่น ข้อเท้าที่แพลง) ในภาชนะบรรจุน้ำเย็น หรือน้ำก๊อกใส่น้ำแข็ง นานครั้งละ 15-20 นาที (อย่าใช้เวลาสั้นกว่านี้อาจไม่ได้ผล หรือนานกว่านี้อาจทำให้ผิวหนังได้รับอันตรายจากความเย็น) ควรทำการประคบซ้ำ ๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ตลอดทั้งวันตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอนตอนกลางคืน ทำอย่างต่อเนื่องในระยะ 48-72 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บ (ในระยะนี้ไม่ควรประคบด้วยความร้อน อาจทำให้บวมมากขึ้น)
    ใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด (elastic bandage) พันรอบข้อที่บาดเจ็บเพื่อลดบวม โดยเริ่มพันจากส่วนปลาย (ส่วนที่อยู่ใต้ข้อ หรือที่ไกลจากหัวใจมากที่สุด) ขึ้นมา ระวังอย่าให้รัดแน่นจนเลือดไปเลี้ยงปลายมือหรือปลายเท้าไม่ได้ ควรคลายผ้าให้หลวมหากพบว่ามีอาการปวดมากขึ้น หรือมีอาการบวมหรือชาบริเวณที่อยู่ข้างใต้ที่พันผ้า ควรพันนาน 2-3 วัน หรือจนกว่าจะยุบบวม อาจถอดผ้าพันออกในช่วงเข้านอนตอนกลางคืน แต่ควรใช้หมอนหนุนยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ
    ยกข้อที่แพลงให้สูงกว่าระดับหัวใจ เช่น
    - ข้อเท้าแพลง/ข้อเข่าแพลง เวลานอนก็ใช้หมอนรองเท้าให้สูง หรือเวลานั่ง ควรยกข้อเท้าวางบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง (ระวังอย่านั่งห้อยเท้า อาจทำให้บวมมากขึ้นได้)
    - ข้อมือแพลง/ข้อนิ้วมือแพลง ควรยกข้อมือ/ข้อนิ้วมือให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจโดยใช้ผ้าคล้องคอ และอย่าใช้ข้อมือข้างนั้นทำงาน (เช่น ยกของ ซักผ้า)
    ควรพักข้อที่แพลงให้มากที่สุด จนกว่าอาการปวดจะทุเลา ซึ่งอาจกินเวลาประมาณ 2-3 วัน เมื่ออาการทุเลาแล้วก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหว และบริหารข้อนั้นให้คืนสู่สภาพปกติ

สำหรับข้อเท้าแพลง/ข้อเข่าแพลง พยายามเดินให้น้อยที่สุด และเวลาเดินอาจใช้ไม้ค้ำยันช่วยให้ไม่ต้องลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บ

    ถ้าปวด ให้กินยาแก้ปวด พาราเซตามอล หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก ไพร็อกซิแคม นาโพรเซน)

2. ถ้ามีอาการปวดหรือบวมมากขึ้น หรืออาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน หรือสงสัยเป็นข้อแพลงที่รุนแรง หรือกระดูกแตกร้าวหรือหัก ก็จะทำการเอกซเรย์เพื่อตรวจดูว่ากระดูกมีความผิดปกติหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจแยกอาการข้อแพลงออกจากอาการกระดูกแตกร้าวหรือหักได้ยาก

บางรายแพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติม ด้วยการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรืออัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจดูความรุนแรงของโรค

สำหรับข้อเท้าแพลงรุนแรง อาจต้องใส่เฝือกดามข้อเท้า หรือใส่รองเท้าช่วยเดิน (walking boot) จนกว่าอาการจะดีขึ้นและกลับมาเดินได้เป็นปกติ

สำหรับผู้ที่มีข้อแพลงที่รุนแรงมาก หรือรักษาโดยวิธีอื่นไม่ได้ผล ซึ่งพบได้เป็นส่วนน้อยอาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

ในรายที่เป็นรุนแรงและใช้เวลาในการรักษาอยู่นาน แพทย์จะให้ทำกายภาพบำบัด ฝึกบริหารกล้ามเนื้อให้ฟื้นคืนความแข็งแรงจนใช้งานได้เป็นปกติและป้องกันไม่ให้กำเริบซ้ำ

ผลการรักษา รายที่มีอาการเล็กน้อยมักหายได้ภายใน 2 สัปดาห์ (ไม่เกิน 4 สัปดาห์) รายที่มีอาการปานกลางมักใช้เวลารักษานาน 4-6 สัปดาห์ รายที่มีอาการรุนแรงมักใช้เวลารักษานาน 6-12 สัปดาห์

การดูแลตนเอง

1. ถ้ามีอาการปวดและบวมเล็กน้อย ขยับข้อได้ เดินได้เป็นปกติ ควรดูแลตนเองตามแนวทางการรักษาโดยแพทย์ดังกล่าว ได้แก่

    ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที และทำบ่อย ๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ตลอดตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ในระยะ 48-72 ชั่วโมงแรก (ไม่ควรประคบด้วยความร้อน)
    ใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด (elastic bandage) พันพอแน่น (อย่าให้แน่นเกินไป)
    ยกข้อที่แพลงให้สูงกว่าระดับหัวใจ
    พักการใช้ข้อจนกว่าอาการปวดจะทุเลา

สำหรับข้อเท้าแพลง พยายามเดินให้น้อยที่สุด และเวลาเดินอาจใช้ไม้ค้ำยันช่วยให้ไม่ต้องลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บ

    ถ้าปวด กินยาแก้ปวด พาราเซตามอล* หรือยาที่แพทย์แนะนำ

ควรไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการปวดมากที่บริเวณข้อที่บาดเจ็บ
    มีอาการบวมมาก หรือบวมที่ตาตุ่มทั้งด้านนอกและด้านใน
    ขยับข้อหรือเคลื่อนไหวข้อลำบาก เพราะขยับแล้วทำให้ปวด
    ลงน้ำหนักเท้าไม่ได้ หรือเดินไม่ได้
    ข้อมีลักษณะผิดรูป หรือสงสัยกระดูกแตกร้าวหรือหัก
    ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วไม่ทุเลา
    มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะดูแลตนเอง

2. ถ้าไปพบแพทย์ตรวจรักษา ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไปพบแพทย์ตามนัดจนกว่าจะหายเป็นปกติ

ควรไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการปวดหรือบวมมากขึ้น ขยับข้อได้ลำบากมากขึ้น หรือมีอาการที่สงสัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น เฝือกที่ใส่รัดแน่นเกิน แผลที่ผ่าตัดติดเชื้อหรือมีเลือดออก มีอาการแพ้ยา เป็นต้น

*เพื่อความปลอดภัย ควรขอคำแนะนำวิธีและขนาดยาที่ใช้  ผลข้างเคียงของยา และข้อควรระวังในการใช้ยา จากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะการใช้ยาในเด็ก สตรีที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวหรือมีการใช้ยาบางชนิดที่แพทย์สั่งใช้อยู่เป็นประจำ

การป้องกัน

หลักใหญ่ คือ ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย และการทำกิจวัตรประจำวัน ดังนี้

    หมั่นออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อและเอ็นเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามเนื้อและเอ็นมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น
    ก่อนการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาทุกครั้ง ควรอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย
    สวมใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า (ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป) และเลือกให้ถูกกับกิจกรรมหรือกีฬาแต่ละอย่าง ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่หากส้นสึกชำรุด และหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง หรือถ้าจำเป็นควรมีความระมัดระวังตัวให้มาก
    ในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บของข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยมีอาการข้อแพลงมาก่อน ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันข้อไว้
    หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากเกินจนทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้า และหากทำกิจกกรรมจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ควรหยุดพัก
    ลดน้ำหนักถ้ามีภาวะน้ำหนักเกิน
    หลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการเดินหรือวิ่งในที่มืด หรือบนพื้นผิวที่ขรุขระ เปียก หรือลื่น
    ระมัดระวังในการขึ้นลงบันไดหรือพื้นต่างระดับ ควรจับราวบันไดหรือที่เกาะ และไม่ควรพูดคุยหรือทำอะไรที่ทำให้เผอเรอระหว่างที่ก้าวขึ้นลงบันได

ข้อแนะนำ

1. ข้อเคล็ดข้อแพลงที่มีอาการรุนแรงเล็กน้อยและขยับข้อหรือเดินได้ปกติ สามารถดูแลรักษาตนเองตามแนวทางที่แพทย์แนะนำได้ อาการมักจะดีขึ้นใน 2-3 วัน และหายขาดภายใน 2-4 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน ควรไปพบแพทย์

2. หลังได้รับบาดเจ็บควรพักข้อ และประคบด้วยความเย็นทันที เพราะจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการปวดและบวม ควรประคบทุก 2-3 ชั่วโมง (ครั้งละ 15-20 นาที) ทำต่อเนื่องในระยะ 48-72 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บ ห้ามประคบด้วยความร้อน (น้ำอุ่นจัด ๆ หรือเจลประคบร้อน) หรือทาน้ำมันมวยหรือยาทาที่ออกร้อน เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยาย เกิดอาการบวมมากขึ้นได้ และห้ามทำการนวด (ด้วยมือหรือใช้ยาทานวดใด ๆ) เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและบวมมากขึ้นได้

การประคบด้วยความร้อน แพทย์อาจจะแนะนำให้ทำในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังและหายบวมแล้วเท่านั้น

3. ในรายที่มีความรุนแรง ซึ่งขยับข้อหรือเดินไม่ได้หรือลำบากเป็นเวลาหลายวัน หลังจากแพทย์ให้การรักษาจนอาการปวดและบวมหายดีแล้ว แพทย์จำเป็นต้องทำการฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย โดยการทำกายภาพบำบัด ฝึกการออกกำลังเคลื่อนไหวร่างกาย การบริหารบริเวณข้อเท้า (เพื่อให้กล้ามเนื้อและเอ็นแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น) และฝึกการทรงตัวให้กลับมาเป็นปกติ ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีความอดทนฝึกอย่างจริงจัง เช่น อาจเกิดข้อแพลงเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนตามมาได้   

4. ผู้ป่วยที่เป็นข้อเท้าแพลง หลังจากให้การรักษาเบื้องต้นจนทุเลาขึ้นแล้ว และระหว่างรอเวลาฟื้นตัวสู่ปกติ อาจมีอาการปวดเวลาเดินหรือเคลื่อนไหวข้อ แพทย์จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย โดยอาจใช้ผ้ายืดพันหรือใช้ไม้ค้ำยันช่วยให้ไม่ต้องลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บขณะเดิน หรือใช้อุปกรณ์แบบสวมพยุงข้อเท้า (ankle support brace) ช่วยพยุงข้อขณะเคลื่อนไหว ในรายที่เป็นรุนแรง อาจต้องใส่เฝือกดามข้อเท้า หรือใส่รองเท้าช่วยเดิน (walking boot) จนกว่าจะกลับมาเดินได้เป็นปกติ

6
วัดจอมมะณีย์ชมหอกลองโบราณเชิญชวนใส่ชุดขาวชาย ปฏิบัติธรรมปลูกฝังปัญญา

วัดจอมมะณีย์เป็นวัดที่มีความสำคัญและเป็นที่เคารพนับถือของชาวอุดรธานี ตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรธานี วัดแห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามและบรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแสวงหาความสงบและสัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่น วัดจอมมะณีย์เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดจอมมะณีย์

การเติบโตทางจิตวิญญาณ และการเชื่อมโยงกับคำสอนของพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและบรรยากาศที่อบอุ่น จึงเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังปัญญา จริยธรรม และวินัยทางจิต

การเดินทางสู่ความสงบ
วัดจอมมะณีย์ตั้งอยู่ห่างไกลจากความวุ่นวายของชีวิตในเมือง จึงเป็นสถานที่พักผ่อนในอุดมคติสำหรับการทำสมาธิและไตร่ตรอง บริเวณวัดได้รับการดูแลอย่างดีด้วยต้นไม้เขียวขจี เส้นทางเดินที่เงียบสงบและสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกสงบ เมื่อคุณเข้าไปในวัด คุณจะรู้สึกสงบทันที ช่วยให้คุณทิ้งความเครียดในชีวิตประจำวันไว้เบื้องหลัง

การปฏิบัติธรรม
ที่วัดจอมมะณีย์การปฏิบัติธรรมจะเน้นที่การฝึกสติ การทำสมาธิ และการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนา วัดมีโปรแกรมต่างๆ สำหรับผู้เยี่ยมชม เช่น การทำสมาธิแบบมีผู้แนะนำ บทเทศนาโดยพระภิกษุผู้มีประสบการณ์และโอกาสในการสวดมนต์ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มากประสบการณ์หรือเพิ่งเริ่มต้น วัดแห่งนี้ก็มีสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างให้คุณเรียนรู้และเติบโตได้ตามจังหวะของคุณเอง

การทำสมาธิและการมีสติ
จุดเด่นประการหนึ่งของการเยี่ยมชมวัดจอมมะณีย์คือโอกาสที่จะได้ดื่มด่ำกับการทำสมาธิ วัดแห่งนี้มีทั้งเซสชั่นการทำสมาธิแบบกลุ่มและแบบรายบุคคล ซึ่งคุณสามารถฝึกเทคนิคต่างๆ เช่น วิปัสสนา (การทำสมาธิเพื่อความเข้าใจแจ่มแจ้ง) และสมถะ (การทำสมาธิเพื่อสมาธิ) เซสชั่นเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณฝึกสติ เพิ่มความคมชัดของจิตใจ และพัฒนาความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับธรรมชาติของการดำรงอยู่

ธรรมบรรยายและสั่งสอน
พระสงฆ์ที่วัดจอมมะณีย์อุทิศตนเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีการบรรยายธรรมเป็นประจำเพื่อศึกษาหลักธรรมต่างๆ ของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่อริยสัจสี่จนถึงมรรคมีองค์แปด คำสอนเหล่านี้ได้รับการนำเสนอในรูปแบบที่ทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าถึงได้ โดยมีคำแปลสำหรับผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาไทย พระสงฆ์ยังเปิดรับการพูดคุยแบบตัวต่อตัวเพื่อให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับวิธีนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน

การเข้าร่วมกิจกรรมในวัด
นอกจากการทำสมาธิและศึกษาธรรมแล้ว ผู้เยี่ยมชมวัดจอมมะณีย์ยังได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมประจำวันของวัด ซึ่งอาจรวมถึงการทำบุญให้พระสงฆ์ ช่วยเหลือในการบำรุงรักษาวัด หรือเข้าร่วมโครงการบริการชุมชน กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการฝึกฝนการมีน้ำใจและความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติธรรม

ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก
วัดจอมมะณีย์มีที่พักที่เรียบง่ายแต่สะดวกสบายสำหรับผู้ที่ต้องการพักค้างคืน วัดมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น ที่นอนที่สะอาดและอาหารมังสวิรัติ การพักที่วัดจะทำให้คุณได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศทางจิตวิญญาณอย่างเต็มที่และเข้าร่วมสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนเย็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน

การวางแผนการเยี่ยมชมของคุณ
วัดจอมมะณีย์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตลอดทั้งปี ขอแนะนำให้ติดต่อทางวัดล่วงหน้าหากคุณวางแผนที่จะพักค้างคืนหรือเข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรมเฉพาะ วัดสามารถเดินทางมาได้สะดวกโดยรถยนต์ โดยมีบริการรถรับส่งจากตัวเมืองอุดรธานี

การฝึกปฏิบัติธรรมที่วัดจอมมะณีย์เป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มชีวิตและจิตใจได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะต้องการฝึกฝนการทำสมาธิให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสอนของพุทธศาสนาหรือเพียงแค่ค้นหาความสงบในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ วัดจอมมะณีย์เป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสำรวจและเติบโตทางจิตวิญญาณ การไปเยี่ยมชมวัดอันเงียบสงบแห่งนี้ในจังหวัดอุดรธานี ไม่เพียงแต่เป็นการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวหนึ่งสู่ความสงบภายในและการตรัสรู้

7
มือถือ Xiaomi เสียวหมี่ Xiaomi-Redmi Note 10S
7,499 บาท

เสียวหมี่ Xiaomi-Redmi Note 10S
Redmi Note 10S ผจญภัยไปกับกล้อง 64 ล้านพิกเซล บันทึกภาพและวีดิโออย่างไร้ที่ติจากกล้องหลัก 4 ตัว  แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน รองรับการชาร์จเร็วที่ 33W

รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น            เสียวหมี่ Xiaomi-Redmi Note 10S
   ราคากลาง         7,499 บาท
   จำนวนซิม          2 ซิม (Nano Sim)
   แบบดีไซน์        จอสัมผัส
   สี                  Gray(Onyx Gray), White(Pebble White), Blue(Ocean Blue)

   ความถี่-เครือข่าย
2G(GSM 850 / 900 / 1800 / 1900)
3G(HSDPA 850 / 900 / 1700(AWS) / 1900 / 2100)
4G(1, 2, 3, 4, 5, 7, 8, 20, 28, 38, 40, 41)

   ขนาด-น้ำหนัก                 ยาว 160.5 x กว้าง 74.5 x หนา 8.3 มม., น้ำหนัก 178.8 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน (ROM)    128 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด      microSDXC
   แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ        ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh

จอแสดงผล
   ชนิดจอ           จอสัมผัส (AMOLED)
   ความละเอียด    6.43 นิ้ว, 409 ppi, 1,080 x 2,400 px

   รายละเอียดอื่น
กล้อง 4 ตัว เลนส์หลัก 64 MP, f/1.8 + เลนส์ ultrawide 8 MP, f/2.2 + เลนส์ macro 2 MP, f/2.4 + เลนส์ depth 2 MP, f/2.4
มีลำโพงคู่ที่ด้านบนและด้านล่าง
ชิปเซ็ต MediaTek Helio G95
รองรับการชาร์จเร็วที่ 33W

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด               กล้องหลัง (64 Mpx), กล้องหน้า (13 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                           Auto Focus, Flash

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)          Octa-core (2x2.05 GHz Cortex-A76 & 6x2.0 GHz Cortex-A55)
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)  Mali-G76 MC4
   หน่วยความจำ (RAM)             8.0 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก              Infrared, USB(Type-C 2.0), Bluetooth(5.1, A2DP, LE), NFC, Wi-Fi(802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot)
   ระบบรับส่งข้อความ                 SMS, MMS, EMAIL
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต           3G, GPRS, EDGE, WiFi, 4G
   ระบบ GPS                         A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS

8
ไข้หวัดใหญ่ VS Covid 19 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้ออินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งโรคชนิดนี้ถูกพบมานานแล้ว โดยมีระยะฟักตัวเพียง 1-3 วัน  โรคไข้หวัดใหญ่สามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดเอ บี และซี  โรคไข้หวัดใหญ่อาจมีอาการเริ่มต้นเหมือนไข้หวัด  ส่วนใหญ่สามารถหายเป็นปกติได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีความรุนแรงทำให้เกิดปอดอักเสบและเสียชีวิตได้

โรคโควิด-19 หรือ COVID-19 เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนา (Coronavir us) สายพันธุ์ใหม่ ต้นตอของไวรัสชนิดนี้มาจากสัตว์ที่เป็นตัวกลางที่แพร่เชื้อสู่มนุษย์ มีระยะฟักตัว 2-14 วัน ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะสามารถแ พร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น การไอหรือจาม น้ำลาย เป็นต้น เมื่อได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นไข้และพบความผิดปกติด้านระบบทางเดินหายใจ โดยพบว่าบางรายที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เมื่อติดเชื้อโควิด-19  ยิ่งส่งผลให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

อาการของโ รคไข้หวัดใหญ่ VS โรคโควิด-19

โรคไข้หวัดใหญ่                             โรคโควิด-19

มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส        มีไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก                เหนื่อยล้ามาก ปวดกล้ามเนื้อ
ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น        ปวดศีรษะ
เบื่ออาหาร                                เบื่ออาหาร
คัดจมูก มีน้ำมูกใส ๆ ไอแห้ง ๆ        เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอแห้ง ๆ หายใจลำบา ก
บางรายอาเ จียน คลื่นไส้                แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนมีอาการ

เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วและมีวัคซีนในการป้องกัน  ทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกันโรคโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อติดเชื้อเข้าไปในร่างกาย เชื้อมักจะลามไปสู่ปอดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม ปอดอักเสบได้มากกว่าไข้หวัดใหญ่ ซึ่งโรคโควิด-19 ยังไม่มีการรักษา 100 % แต่จะรักษาไปตามอาการเท่านั้น  หากคุณรู้ตัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการคัดกรองเชื้อโควิด-19 เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและลดโอกาสการแพร่เชื้อ

9
พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกสมควรจัดฟันเด็ก ?

การดูแลรักษาความสะอาดช่องปากและฟันของเด็กมีความสำคัญมาก พ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงเด็กในเรื่องของสุขภาพฟันถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะฟันจะอยู่กับเด็กไปตลอดชีวิต ดังนั้น การดูแลฟันตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเป็นเรื่องที่จะต้องใส่ใจให้มาก ดังนั้น ทางทันตกรรมจึงมีนวัตกรรมใหม่ที่สามารถให้เด็กได้รับเข้ารับการจัดฟันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย การให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันนั้นมีหลายช่วงอายุ ซึ่งทันตแพทย์ ต้องพิจารณาตามความผิดปกติและพัฒนาการของกะโหลกศีรษะและใบหน้าร่วมด้วย

เพราะเด็กบางคนมีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างใบหน้าด้วย โดยมีแนวทางพิจารณาก็คือ ถ้าหากเด็กมีความผิดปกติของความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรบนและล่าง ก็ควรจะเริ่มการบำบัดรักษาตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อป้องกันมิให้ปัญหาลุกลามได้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการจัดฟันเพื่อแก้บางปัญหาสามารถทำได้ตั้งแต่ในเด็ก ไม่ต้องรอฟันน้ำนมหลุดหมดก่อนหรือรอจนฟันแท้ขึ้นครบ การรักษาตั้งแต่เริ่มแรกอาจจะทำให้ใช้เวลาในการรักษาน้อยกว่า แล้วยังไม่ยุ่งยาก ลดค่าใช้จ่าย และได้ผลการรักษาที่ดีและมีประสิทธิภาพด้วย เพื่อให้เด็กได้รู้จักและทำความเข้าให้สำคัญเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อที่จะได้ตระหนัก เอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันให้มากขึ้น

 เพราะฉะนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะคอยสังเกตอาการผิดปกติในเรื่องของฟันของเด็กให้มาก เพราะการที่เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้พัฒนาการเด็กดีขึ้นตามไปด้วย ถ้าหากพ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตอาการผิดปกติของฟันของลูกและหากพบความผิดปกติก็ควรจะพาลูกเข้าพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการจัดฟัน แต่พ่อแม่ผู้ปกครองจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกควรที่จะเข้ารับการจัดฟัน วันนี้ทางคลินิกมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการสังเกตอาการผิดปกติของฟันของเด็กที่ควรที่จะเข้ารับการจัดฟันในเด็ก อย่างแรกเลยพ่อแม่ควรที่จะสังเกตว่า ลูกมีฟันเกฟันซ้อนหรือไม่ ซึงฟันเก ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่บ่งบอกว่าลูกต้องการใช้เครื่องมือจัดฟันคือฟันที่งอกทับซ้อนกัน และอาการฟันล่างครอบฟันบนกับฟันเหยิน รวมถึงฟันที่ขึ้นมาอย่างคดงอและขึ้นมาแบบเบียดกันจนแออัดเกินไป

ดังนั้น เครื่องมือจัดฟันสำหรับเด็กสามารถช่วยจัดฟันเพื่อแก้ไขปัญหาการสบฟันของเด็ก ต่อมาคือ ภาวะฟันน้ำนมที่หลุดเร็วเกินไป เพราะการสูญเสียฟันน้ำนมในช่วงแรกอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือจากการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย เมื่อฟันแท้ไม่พร้อมที่จะขึ้นมาเติมเต็มช่องว่าง ฟันจึงเคลื่อนที่เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้วยตนเอง ทันตแพทย์จะต้องใช้เครื่องมือจัดฟันเพื่อป้องกันฟันแท้ของพวกเขาไม่ให้ขึ้นมาแบบคดงอหรือขึ้นมาแบบทับซ้อนกัน เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และข้อสุดท้ายที่พ่อแม่ควรที่คอยสังเกตให้ดีก็คือ พฤติกรรมที่ผิดปกติในวัยเด็ก ก็คือพฤติกรรมดูดนิ้ว หากเด็กยังไม่ถึงอายุก่อนวัยเรียน ก็อาจจะยังเป็นที่ยอมรับได้ที่เด็กจะยังคงดูดนิ้วหัวแม่มืออยู่ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กมีอายุมากกว่า 4 หรือ 5 ปี แต่ยังมีพฤติกรรมติดดูดนิ้วอยู่ พ่อแม่อาจต้องพาลูกไปพบทันตแพทย์ทันที เพราะการที่เด็กดูดนิ้ว เป็นระยะเวลายาวสามารถผลักฟันออกจากแนว และอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกระดูกขากรรไกรของเด็ก เครื่องมือจัดฟันสามารถช่วยดึงฟันกลับเข้าที่ได้นั่นเอง

หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด สนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกเพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดฟันในเด็ก รวมถึงมีประสบการณ์ทางด้านทันตกรรมในเด็ก และยังสามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กได้อย่างถูกต้อง เพราะเราอยากให้เด็กๆทุกคนมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เพื่อที่จะได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

10
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ



11
การหารายได้เสริม อาชีพเสริม จากการขายอาหารสตรีทฟู้ด ใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก

การขายอาหารสตรีทฟู้ดเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้เสริมที่น่าสนใจ ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงมาก และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และรสชาติที่อร่อยถูกปาก ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับและแนวทางในการสร้างรายได้เสริมจากอาหารสตรีทฟู้ด:

1. เลือกเมนูที่ใช่:

เมนูยอดนิยม:
ศึกษาเมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมในพื้นที่ของคุณ เช่น หมูปิ้ง ไก่ย่าง ลูกชิ้นทอด หรือข้าวเหนียวหมูทอด
เลือกเมนูที่คุณถนัดและมีความเชี่ยวชาญ

เมนูสร้างสรรค์:
คิดค้นเมนูสตรีทฟู้ดที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง
ผสมผสานรสชาติและวัตถุดิบที่แตกต่าง เพื่อสร้างความน่าสนใจ
เช่น ข้าวเหนียวหมูย่างสมุนไพร หรือลูกชิ้นทอดราดซอสสูตรพิเศษ


2. วัตถุดิบคุณภาพ รสชาติโดนใจ:

วัตถุดิบสดใหม่:
เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีและสดใหม่
จะช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยและถูกปากลูกค้า

สูตรลับเฉพาะ:
ปรับปรุงสูตรอาหารให้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
สร้างความแตกต่างจากร้านสตรีทฟู้ดอื่นๆ

ความสะอาด:
รักษาความสะอาดของวัตถุดิบ อุปกรณ์ และสถานที่ทำอาหาร
สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า


3. ทำเลทอง:

แหล่งชุมชน:
เลือกทำเลที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ตลาดนัด ถนนคนเดิน หรือหน้าโรงเรียน
จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

งานอีเว้นท์:
เข้าร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย
เช่น งานเทศกาลอาหาร หรือคอนเสิร์ต

เดลิเวอรี่:
ขายอาหารผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย
และเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น


4. การตลาดออนไลน์:

โซเชียลมีเดีย:
สร้างเพจหรือบัญชีบนโซเชียลมีเดีย เพื่อโปรโมทร้านค้า
ใช้รูปภาพและวิดีโอที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้า

รีวิวและคะแนน:
ให้ความสำคัญกับรีวิวและคะแนนจากลูกค้า
ตอบคำถามและแก้ไขปัญหาของลูกค้าอย่างรวดเร็ว


5. บริการประทับใจ:

ยิ้มแย้มแจ่มใส:
สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและเป็นมิตร
จะช่วยให้ลูกค้าประทับใจและกลับมาซื้ออีก

ใส่ใจลูกค้า:
รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้า
ปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า


เคล็ดลับเพิ่มเติม:

สร้างเรื่องราว: เล่าเรื่องราวของร้านค้าของคุณ เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้า
สร้างความแตกต่าง: สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการที่ไม่เหมือนใคร
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า: สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ


ตัวอย่างเมนูสตรีทฟู้ดที่น่าสนใจ:

หม่าล่าปิ้งย่าง
ลูกชิ้นทอด/ยำลูกชิ้น
ไก่ทอด/ไก่ป๊อป
ข้าวเหนียวหมูทอด/หมูย่าง
ขนมปังปิ้ง/ขนมปังเย็น
น้ำผลไม้ปั่น/ชาเย็น
ยำขนมจีน
ห่อหมก
กุยช่ายทอด
ข้าวต้มมัด
ขนมไข่เต่า

การเริ่มต้นธุรกิจสตรีทฟู้ดอาจต้องใช้ความอดทนและการปรับตัว แต่ด้วยการวางแผนที่ดีและใส่ใจในคุณภาพ คุณก็สามารถสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงได้

12
รถยนต์ใหม่ 2025 Rolls-Royce ปี 2025
38,000,000 บาท 

Rolls-Royce ปี 2025
Rolls-Royce Ghost Series II Extended Wheel base (รุ่นฐานล้อยาว) ตอบโจทย์ผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ต้องการเดินทางอย่างเหนือระดับ โดยยนตรกรรมรุ่นดังกล่าว นับเป็นตัวแทนของหลักการพื้นฐานของ โรลส์-รอยซ์ คือ ความสงบ, ความเรียบง่าย และความสง่างาม กลั่นกรองให้เป็นรูปแบบที่โดดเด่นและทรงพลัง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน วี12 สูบ ทวินเทอร์โบ 6.75 ลิตร 563 แรงม้า แรงบิด 850 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่ล้อทั้ง 4 แบบแปรผันอัตโนมัติ (all-wheel drive) ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ เชื่อมต่อกับดาวเทียม คำนวณจังหวะเกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.9 วินาที

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                    Rolls-Royce
   รุ่น                         Rolls-Royce ปี 2025
   ประเภทรถ                รถเก๋ง 4 ประตู
   ปีที่เปิดตัว                 2025
   ราคา                       38,000,000 บาท

ดีไซน์
   ภายนอก
มูนรูฟ
กระจกกรองแสง
ไฟตัดหมอก (หน้า-หลัง)
ไฟหน้าซีนอน
ระบบไล่ฝ้ากระจกมองข้าง
ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (ช่วงล่างพลานาร์ (Planar Suspension System) และโช้กอัพถุงลมควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์)
ไฟหน้าส่องสว่างอัตโนมัติ (เปิด-ปิด อัตโนมัติ)
ไฟหน้า (แบบ LED)
ขนาดยางหน้า-หลัง (หน้า 255/35R22 และหลัง 285/30R22)
ไฟหน้า LED
ไฟ Daytime Running Lights
ล้ออัลลอย (22 นิ้ว)

   ภายใน
เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
ระบบจดจำปรับที่นั่งคนขับ
ระบบนำทาง (Navigator)
ตกแต่งภายใน (หนังแท้ระดับพรีเมียม ลายไม้หรู และการปักลวดลายเฉพาะตัว)
ปลั๊กไฟ 12 โวลท์
พวงมาลัยหุ้มหนัง
พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้
ม่านกระจกหลังปรับไฟฟ้า
ภายในโทนสีเบจ (มีให้เลือกหลายแบบ)
กระจกมองหลังตัดแสง (อัตโนมัติ)
ม่านบังแดด
อุปกรณ์วัดความเร็วสะท้อนกระจก Head Up Display

สเปค
   เครื่องยนต์                   เครื่องยนต์ เบนซิน วี12 สูบ ทวินเทอร์โบ 6.75 ลิตร 563 แรงม้า แรงบิด 850
นิวตันเมตร
   ขนาดเครื่องยนต์ (CC)             6,592 CC
   กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า)          563 แรงม้า
   ระบบเกียร์                            เกียร์ออโต้ 8AT
   รูปแบบเกียร์                          เชื่อมต่อกับดาวเทียม คำนวณจังหวะเกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง
   ระบบเบรค ABS                     มี
   ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง              เบนซิน 95
   ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)             N/A
   ระบบจ่ายน้ำมัน                      Direct Injection
   น้ำหนักตัวรถ                         -
   ประเภทยางรถยนต์                  -
   ขนาดล้อ (นิ้ว)                      ล้ออัลลอย (22 นิ้ว)
  ระบบขับเคลื่อน                      ขับเคลื่อนสี่ล้อ (all-wheel drive)

ระบบความปลอดภัย
  อุปกรณ์ความปลอดภัย
ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (DSC)
ตัวถังนิรภัย
ดิสก์เบรก 4 ล้อ
เซ็นทรัลล็อค
ล็อคประตูอัตโนมัติ
ไฟเบรกดวงที่ 3
ระบบป้องกันสำหรับกระจกไฟฟ้า
ระบบป้องกันการโจรกรรม (Immobilizer)
เข็มขัดนิรภัย
พวงมาลัยยุบตัวได้
กระจกนิรภัย
คานเหล็กเสริมนิรภัย

13
ปล่อยรถป้ายแดง Toyota Hilux Revo Double Cab 2.4 Entry Prerunner ปี 2023

โตโยต้า Toyota Revo Double Cab Prerunner 2x4 2.4 Entry AT ปี 2022
Hilux Revo Double Cab Prerunner 2x4 2.4 Entry AT รถกระบะยอดนิยมของคนไทย สามารถตอบโจทย์การใช้งานที่อเนกประสงค์ และสะดวกสบายเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง ด้วยดีไซน์ ที่สวยงาม ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ง่าย ระบบช่วงล่างและระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล ดีไซน์ภายนอกที่ดูบึกบึน ทันสมัย ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวและส่องสว่างได้ดียิ่งขึ้น ขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power ใหม่ กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพละกำลังและความประหยัดสูงสุด ระบบช่วงล่างใหม่ “Super Flex Suspension” ที่ทำให้การขับขี่นุ่มนวลเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง พร้อมเพิ่มระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC ที่ช่วยในการควบคุมพวงมาลัย ลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่สำหรับผู้ที่ต้องขับรถในระยะทางไกลๆ และระบบ VSC

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 26 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
ส่วนลดจากป้ายแดง 100,000 บาท

ราคาพิเศษ 724,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์               Toyota
   รุ่น                    โตโยต้า Toyota Revo Double Cab Prerunner 2x4 2.4 Entry AT ปี 2022
   ประเภทรถ           รถกระบะ 4 ประตู
   ปีที่เปิดตัว           2022


14
หมอออนไลน์: ไข้ฉี่หนู/เล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

เล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้เป็นครั้งคราวในแทบทุกจังหวัด พบมากในคนที่มีอาชีพที่ต้องย่ำน้ำหรือแช่น้ำ เช่น ทำนา ทำสวน จับปลา เก็บขยะ ขุดท่อ เลี้ยงสัตว์ ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ทำเหมืองแร่ แม่บ้านที่เตรียมอาหารจากเนื้อสัตว์ นักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวป่า น้ำตก ทะเลสาบ ว่ายน้ำในแหล่งน้ำจืด เป็นต้น

พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2.5 เท่า ส่วนใหญ่พบในกลุ่มอายุ 15-54 ปี

โรคนี้พบได้ประปรายตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำขัง หรือเกิดภาวะน้ำท่วม มีเชื้อโรคขังอยู่ในน้ำ เมื่อคนเดินลุยน้ำหรือลงแช่น้ำก็มีโอกาสได้รับเชื้อนี้ บางครั้งอาจพบมีการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีภาวะน้ำท่วม

ในระยะหลังๆ นี้ พบผู้ป่วยเป็นโรคนี้กันมากทางภาคอีสาน เนื่องจากมีหนูชุกชุมตามท้องนา และมักจะเป็นชนิดรุนแรง ชาวบ้านเรียกว่า ไข้ฉี่หนู


สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่าเชื้อ เล็ปโตสไปร่า (leptospira) มีอยู่หลายพันธุ์ย่อย ซึ่งก่อให้เกิดอาการและความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดและปริมาณของเชื้อ

เชื้อนี้จะมีอยู่ในไตของสัตว์ ที่พบบ่อย คือ หนูท่อ หนูนา หนูพุก นอกจากนี้ยังพบในสุนัข สุกร แมว โค กระบือ แพะ แกะ

เชื้อที่ก่อโรครุนแรงมีชื่อว่า Leptospira icterohaemorrhagiae อาศัยอยู่ในหนูและสุนัข Leptospira bataviae อาศัยอยู่ในหนู สุนัข โค กระบือ

สัตว์เหล่านี้จะปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ เชื้อจะสามารถมีชีวิตอยู่ในแหล่งน้ำหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะได้นานหลายเดือน

คนเราจะรับเชื้อเข้าร่างกาย โดยผ่านเข้าทางบาดแผลถลอกหรือขีดข่วนตามผิวหนัง หรือเข้าทางเยื่อบุตา จมูกหรือช่องปากที่ปกติ วิธีติดเชื้อที่สำคัญ ได้แก่ การย่ำน้ำที่ท่วมขัง (เช่น ตามซอกซอยในเมือง) หรือพื้นดินที่ชื้นแฉะ (เช่น ตามท้องนา) และการแช่อยู่ในน้ำตามห้วยหนองคลองบึง เป็นเวลาเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป (เช่น จับปลา เก็บผัก เล่นน้ำ แข่งกีฬาทางน้ำ) นอกจากนี้ยังสามารถติดเชื้อโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะหนู หรือสัมผัสถูกเลือด ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง

ระยะฟักตัว 2-26 วัน (ที่พบบ่อย คือ 7-14 วัน)


อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่แตกต่างตรงที่จะรู้สึกปวดมากตรงบริเวณน่อง หลัง และหน้าท้อง

บางรายอาจมีไข้ติดต่อกันหลายวันสลับกับระยะไข้ลด

บางรายอาจมีอาการตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก บางรายอาจมีอาการปวดตรงชายโครงขวา (ซึ่งอาจปวดรุนแรง จนแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะปวดท้องเฉียบพลัน และผ่าตัดช่องท้องดู)

อาจมีอาการตาเหลืองเล็กน้อย หลังมีไข้ 4-7 วัน

ในรายที่เป็นรุนแรง (พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย) หลังมีไข้ 4-9 วัน จะมีอาการตาเหลืองจัด ปัสสาวะเหลืองเข้ม ปัสสาวะออกน้อย บางรายอาจมีอาการเลือดกำเดาไหล มีจุดแดงจ้ำเขียวขึ้นตามตัว หรืออาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด บางรายอาจมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจหอบ หรือไอเป็นเลือด


ภาวะแทรกซ้อน

ที่สำคัญและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ได้แก่ ไตวาย ภาวะเลือดออก (ซึ่งเกิดจากการอักเสบของผนังหลอดเลือด) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดออกในทางเดินอาหารและในปอด ซึ่งมักพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการดีซ่านร่วมด้วย

นอกจากนี้อาจพบภาวะตับวาย ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบ ภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว หัวใจวาย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

บางรายหลังจากอาการทั่วไปหายดีแล้ว อาจมีอาการผิดปกติทางจิต เช่น โรคจิต (psychosis) กระสับกระส่าย พฤติกรรมผิดปกติเป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส

เยื่อตาขาวมีลักษณะบวมแดง (conjunctival suffusion) ที่ตา 2 ข้าง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดที่เยื่อบุตาขยายตัว มักเกิดขึ้นภายใน 3 วันแรกของโรค และเป็นอยู่นาน 1-7 วัน อาจพบร่วมกับภาวะเลือดออกใต้ตาขาว

เมื่อใช้มือบีบบริเวณกล้ามเนื้อน่อง จะมีอาการเจ็บปวดมาก

บางรายอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองโต ตับโต ม้ามโต ตาเหลืองเล็กน้อย หรือพบผื่นแดง ลมพิษตามผิวหนัง

บางรายอาจพบอาการคอแข็ง (หลังเป็นไข้ประมาณ 1 สัปดาห์)

การทดสอบทูร์นิเคต์อาจให้ผลบวก (ดูวิธีทดสอบใน โรคไข้เลือดออก ที่หัวข้อ "อาการ" เพิ่มเติม)

ในรายที่เป็นรุนแรง มักตรวจพบอาการตาเหลือง ตัวเหลืองจัด ตับโตและเจ็บ มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือรอยห้อเลือดตามผิวหนัง อาการไตวายเฉียบพลัน

นอกจากนี้ ยังอาจตรวจพบภาวะซีด หายใจหอบเร็ว ภาวะหัวใจวาย ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ ความดันต่ำ

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือด จะพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ บางรายอาจสูงถึง 50,000 ตัว/ลบ.มม. เกล็ดเลือดต่ำ นอกจากนี้ยังพบระดับของบียูเอ็น (BUN) ครีอะตินีน (creatinine) เอเอสที (AST) และเอแอลที (ALT) สูงกว่าปกติ

การตรวจปัสสาวะพบสารไข่ขาว เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว

ในรายที่ปวดศีรษะรุนแรง หรือสงสัยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบแทรกซ้อน อาจต้องเจาะหลัง

อาจต้องทำการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ หรือน้ำไขสันหลัง

การทดสอบทางน้ำเหลือง ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น IgM-ELISA, microscopic agglutination test (MAT), macroscopic slide agglutination test (MSAT), latex agglutination test, lepto-dipstick test เป็นต้น มักพบสารภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้ขึ้นสูง


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่เป็นไม่รุนแรง ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน หรือดอกซีไซคลีน

2.  ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาล ให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด เช่น เพนิซิลลินจี ดอกซีไซคลีน หรือเซฟทริอะโซน (ceftriaxone) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

นอกจากนี้จะให้การรักษาตามอาการที่พบ เช่น ให้ยาลดไข้ ให้น้ำเกลือถ้ามีภาวะขาดน้ำ ให้เลือดถ้ามีเลือดออก

ถ้ามีภาวะไตวาย อาจต้องทำการฟอกล้างของเสียหรือล้างไต (dialysis)

ผลการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงโรคและสภาพของผู้ป่วย ถ้าไม่มีอาการดีซ่าน อาการมักจะไม่รุนแรง แต่ถ้ามีดีซ่านร่วมด้วย มักจะมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และมีอัตราตายถึงร้อยละ 15-20 ซึ่งมักเกิดจากภาวะไตวาย หรือช็อกจากการเสียเลือด ภาวะรุนแรงมักเกิดในผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้สูงร่วมกับอาการหนาวสั่น หรือมีไข้ร่วมกับตาแดง ตาเหลือง ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องมาก หรือปวดน่องมาก หรือมีไข้ในช่วงที่มีคนในละแวกใกล้เคียงเป็นไข้ฉี่หนู ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นไข้ฉี่หนู (เล็ปโตสไปโรซิส) ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด


ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน
    มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ซึมมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัว เพ้อคลั่ง หรือชัก
    หายใจหอบ เจ็บหน้าอกมาก หรือชีพจรเต้นผิดปกติ
    ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย
    มีเลือดออก เช่น ถ่ายเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ
    ตาเหลืองตัวเหลือง หน้าตาซีดเซียว หรือเบื่ออาหารมาก
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

1. กำจัดหนู (ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญ) ทั้งในนาข้าวและในที่อยู่อาศัย

2. รักษาความสะอาดบริเวณบ้านเรือน อย่าให้มีขยะและเศษอาหารตกค้าง อันจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู

3. ถ้ามีบาดแผล รอยถลอก ขีดข่วน ให้ปิดแผลและหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำที่ท่วมขังหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะ หรือลงแช่น้ำในห้วยหนองคลองบึง

4. ถ้าต้องเดินย่ำน้ำหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะ (ตามตรอก ซอย คันนา ท้องนา ท้องไร่) ให้ใส่รองเท้าบู๊ตหรือรองเท้าหุ้มข้อ

5. อย่าลงแช่น้ำในห้วยหนองคลองบึงนานเกินครั้งละ 2 ชั่วโมง และเมื่อขึ้นจากน้ำควรฟอกสบู่และชำระด้วยน้ำสะอาด

6. เก็บหรือปกปิดอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิด อย่าให้หนูปัสสาวะใส่

7. ดื่มน้ำต้มสุก และกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ด้วยความร้อน

8. หมั่นล้างมือภายหลังจับต้องเนื้อ ซากสัตว์ และสัตว์ทุกชนิด

9. ในกรณีที่ต้องเดินทางเข้าไปในแหล่งที่มีโรคนี้ชุกชุมในช่วงเวลาสั้น ๆ (เช่น การตั้งค่ายของกองทหาร นักเรียน นักศึกษา) และไม่สามารถใช้วิธีป้องกันอย่างอื่น ๆ ได้ ควรกินยาดอกซีไซคลีนป้องกันล่วงหน้า ครั้งละ 200 มก. ตั้งแต่ในวันแรกที่เข้าไป ต่อมากินทุกต้นสัปดาห์ และวันหยุดสุดท้ายก่อนกลับ


ข้อแนะนำ

1. อาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว นอกจากนึกถึงสาเหตุจากไข้หวัดใหญ่ ไทฟอยด์ สครับไทฟัส กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน มาลาเรีย ไข้เลือดออก ถุงน้ำดีอักเสบ และท่อน้ำดีอักเสบแล้ว จะต้องนึกถึงไข้ฉี่หนูหรือโรคเล็ปโตสไปโรซิสไว้ด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบมีอาการตาแดงหรือดีซ่านร่วมด้วย ในผู้ป่วยที่อยู่ในถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุม

2. โรคนี้ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 90) จะมีอาการไม่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่มีอาการดีซ่านร่วมด้วย จนบางครั้งมักจะวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้อไวรัส ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้อไวรัส ควรตรวจโดยการบีบน่องผู้ป่วย ถ้ารู้สึกเจ็บน่องมาก ควรสงสัยว่าอาจเป็นไข้ฉี่หนูหรือเล็ปโตสไปโรซิส ควรสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด และไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว การรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ภายใน 10-14 วัน

ส่วนรายที่เป็นรุนแรง (พบได้ร้อยละ 10) มักจะมีอาการตาเหลืองจัด บางครั้งทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นตับอักเสบจากไวรัส ข้อแตกต่าง คือ ตับอักเสบจากไวรัสมักจะไม่มีไข้เมื่อมีอาการดีซ่าน ในขณะที่เล็ปโตสไปโรซิสจะมีไข้สูงขณะที่มีอาการดีซ่าน และมักจะมีอาการอื่น ๆ เช่น ไตวาย (ปัสสาวะออกน้อย) เลือดกำเดาไหล หรือมีจุดแดงจ้ำเขียวร่วมด้วย

หากสงสัยควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็มักจะหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์

15
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
เรา
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


หน้า: [1] 2 3 ... 25